ประเมินผลกระทบต่อเวลา, งบประมาณ, และคุณภาพงาน แจ้งลูกค้าถึงผลที่ตามมา และขอการอนุมัติที่เป็นลายลักษณ์อักษร (Written Approval) สำหรับการเปลี่ยนแปลงและค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น
งบประมาณบานปลาย (Budget Overrun), คุณภาพของงานไม่ตรงตามที่ตกลง, และปัญหาเฉพาะหน้าในวันงานที่ควบคุมไม่ได้
กำหนดผู้ติดต่อหลัก (Key Contact Person), ช่องทางการสื่อสารหลัก (Email/Call), และช่วงเวลาในการอัปเดตงาน (Weekly Update/Bi-Weekly Meeting)
รับทราบไอเดีย, ชื่นชมความคิดสร้างสรรค์, และนำเสนอทางเลือกอื่น (Alternative Solutions) ที่ให้ผลลัพธ์ใกล้เคียงกันแต่ใช้ทรัพยากรน้อยกว่า (Value Engineering)
วัตถุประสงค์, กลุ่มเป้าหมาย, ข้อความหลัก (Key Message), โทนและสไตล์ที่ต้องการ, สิ่งที่ไม่ต้องการ (Must-Not-Do), และข้อจำกัดด้านงบประมาณ/เวลา
ลูกค้าจะทราบว่าค่าใช้จ่ายที่จ่ายไปนั้นครอบคลุมงานส่วนใดบ้าง ป้องกันการเกิดความขัดแย้งเรื่อง "งานนอกขอบเขต" (Scope Creep) ในภายหลัง
เพื่อประหยัดเวลา, ใช้ประโยชน์จากความเชี่ยวชาญ/เครือข่ายของผู้จัดงาน (Vendor Network), ลดความเสี่ยง, และเพื่อให้ได้งานที่มีมาตรฐานความเป็นมืออาชีพ
เข้าใจสาเหตุของความขัดแย้ง, เป็นคนกลางในการไกล่เกลี่ย, เน้นย้ำเป้าหมายร่วมกันของงาน (Common Goal), และรักษาน้ำเสียงที่เป็นกลางและเป็นมืออาชีพ
เพื่อทบทวนและยืนยันวัตถุประสงค์, ขอบเขตงาน, งบประมาณ, และตารางเวลา เพื่อให้มั่นใจว่าทั้งสองฝ่ายมีความเข้าใจตรงกันตั้งแต่เริ่มต้น
นำเสนอเอกสารงบประมาณโดยละเอียด (Line Item Budget), แสดงหลักฐานการเสนอราคาจาก Vendor, และแจ้งเตือนลูกค้าทันทีหากมีการใช้จ่ายที่ต้องเบี่ยงเบนจากแผน
การเป็น "ผู้ช่วยเชิงกลยุทธ์" (Strategic Partner) ที่ไม่ได้แค่จัดงาน แต่ช่วยให้ลูกค้าบรรลุวัตถุประสงค์ทางธุรกิจผ่านการจัดอีเว้นท์นั้นๆ
การบริหารจัดการเวลา (Time Management), การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า (Problem Solving), และ การสื่อสาร/การเจรจา (Communication & Negotiation)
สรุปยอดคงเหลือ, รายงานลูกค้า, อาจนำไปบริจาค, ใช้ในงานถัดไป หรือส่งมอบให้ลูกค้าเพื่อใช้ในการตลาดต่อ
ใช้ Plan B: เลื่อนลำดับการบรรยาย, ให้พิธีกรดึงเวลาด้วย Q&A หรือกิจกรรมเบาๆ, หรือให้วิทยากรสำรอง/ผู้เชี่ยวชาญในทีมขึ้นบรรยายแทน
เป็นศูนย์กลางการตัดสินใจ, ประสานงานทุกฝ่าย (ทีมงาน, ลูกค้า, Vendor), แก้ไขปัญหาฉุกเฉิน, และควบคุมให้งานเป็นไปตาม Event Flow
ช่วยให้ทีมงานทุกคนเห็นภาพรวมของกิจกรรมทั้งหมด, ลำดับเวลา, จุดเปลี่ยนผ่าน, และผู้รับผิดชอบในทุกๆ นาที (Minute-by-Minute Run-Down)
ขึ้นอยู่กับขนาดและประเภทของงาน งานใหญ่: 3-6 เดือนล่วงหน้า งานเล็ก/สัมมนา: 1-2 เดือนล่วงหน้า
เพื่อให้การจัดงานมีทิศทางชัดเจน เช่น เพื่อสร้างแบรนด์, เพิ่มยอดขาย, เปิดตัวสินค้า, หรือสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้า
คือผู้เข้าร่วมงานที่เราต้องการสื่อสารด้วยมากที่สุด การกำหนดให้ชัดเจนจะช่วยให้เลือกรูปแบบงาน, เนื้อหา, และสถานที่ได้เหมาะสม
คือแกนหลักหรือธีมของงานที่เชื่อมโยงทุกองค์ประกอบเข้าด้วยกัน ต้องสอดคล้องกับวัตถุประสงค์และกลุ่มเป้าหมาย
เป็นเอกสารสำคัญที่ระบุรายละเอียดงานที่ต้องทำทั้งหมด เพื่อป้องกันความเข้าใจที่ไม่ตรงกันระหว่าง Organizer และลูกค้า
ค่าสถานที่, ค่าระบบภาพ/เสียง/ไฟ, ค่าอาหารและเครื่องดื่ม, ค่าการตลาด/ประชาสัมพันธ์, ค่าบุคลากร (Staff), และค่าตกแต่ง
ช่องทาง facebook ( Project Green Bangkok Thailand Organizer & Event ), instagram( ProjectGreenBkk_Officail ), Line ( @projectgreenbkkth )
เจรจาเพื่อจัดลำดับความสำคัญของสิ่งที่จำเป็นที่สุด (Prioritization), เสนอทางเลือกที่คุ้มค่ากว่า (Value Engineering), หรือหาแหล่งรายได้เพิ่มเติม (Sponsorship)
ตัวชี้วัดที่ประเมินผลลัพธ์ เช่น จำนวนผู้เข้าร่วม, ยอดขายที่เกิดขึ้น, ระดับความพึงพอใจ, หรือการกล่าวถึงบนโซเชียลมีเดีย (Reach/Engagement)
มอบหมายบทบาทและความรับผิดชอบที่ชัดเจน (Job Descriptions), จัดการฝึกอบรม (Briefing) ที่เข้มข้น, และให้กำลังใจ/ให้อำนาจในการตัดสินใจเบื้องต้น
สร้างความเป็นมิตร, ให้ความเคารพ, และทำงานร่วมกันแบบคู่ค้า (Partnership) เนื่องจากพวกเขาเป็นกุญแจสำคัญในการเข้าถึงทรัพยากรของสถานที่
การจัดงานที่คำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยลดของเสีย, ใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ, และเลือกใช้วัสดุที่ยั่งยืน
วางแผนการสั่งอาหารตามยอดผู้เข้าร่วมที่แน่นอน, เสนอทางเลือกอาหารที่หลากหลาย (ตามความต้องการเฉพาะ), และจัดทำแผนการบริจาคอาหารส่วนเกิน
เลือกใช้ Vendor, อาหาร, และของที่ระลึกจากผู้ประกอบการท้องถิ่น หรือจัดกิจกรรมให้ผู้เข้าร่วมได้สำรวจพื้นที่โดยรอบ
0 ITEM
฿ 0
Loader GIF